ก๊าซ ธรรมชาติส่วนใหญ่ที่นำเข้ามาใช้ผลิตไฟฟ้าถึง 60-70% หากเปรียบเทียบราคาก๊าซในอ่าวไทยอยู่ที่ประมาณ 240-245 บาท ต่อ 1 ล้านบีทียู ขณะที่ราคาก๊าซนำเข้าจากเมียนมาร์อยู่ที่ประมาณ 380–385 บาท ต่อ 1 ล้านบีทียู
ส่วนราคาแอลเอ็นจีอยู่ที่ 540-545 บาท เพราะฉะนั้นหากไม่สำรวจก๊าซฯ ในอ่าวไทยเพิ่มขึ้น และหมดลงอีก 7 ปี เท่ากับว่า ต้องนำเข้าแอลเอ็นจี เพื่อนำไปใช้ผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าจะต้องเพิ่มมากอีกเท่าตัวแน่นอน สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือความต้องการใช้ที่จะเติบโตต่อเนื่อง โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เคยทำบทวิเคราะห์ว่า ในปี 61 ถ้าไทยไม่สำรวจพัฒนาเพิ่มจำเป็นต้องนำเข้าแอลเอ็นจีถึงวันละประมาณ 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตทีเดียว
นอกจากนี้การเปิดให้สัมปทานไปแล้ว 20 รอบ นับตั้งแต่ปี 2514 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งปกติห่างกันเพียง 1–2 ปี และแหล่งปิโตรเลียมถูกค้นพบในสัมปทานรอบที่ 1 คิดเป็น 65% ขณะที่รอบอื่น ๆ มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ มีลักษณะแหล่งเป็นกระเปาะ ๆ ไม่ได้เป็นแหล่งใหญ่ และการเปิดสัมปทานรอบที่ 18, 19, 20 มีการสำรวจพบปิโตรเลียมน้อยมาก โดยเฉพาะครั้งสุดท้ายรอบที่ 20 ในปี 2550 การเปิดสัมปทานมีพื้นที่รวม 354,789 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) แต่พบปิโตรเลียมที่คุ้มค่าเพียงพอที่จะผลิตเพียงแหล่งเดียว เป็นพื้นที่เพียง 1,513 ตร.กม. เท่านั้น
ชี้รัฐสำรวจเองไม่คุ้มทุน
สำหรับ กรณีที่มีภาคประชาชนเสนอให้ภาครัฐสำรวจ หรือจ้างสำรวจปิโตรเลียมเอง แล้วค่อยนำผลนั้นมาเปิดสัมปทานต่อ “พวงทิพย์ ศิลปะศาสตร์” อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ชี้แจงว่า อยากให้มองการเปิดสัมปทานรอบที่ 20 ซึ่งมี 28 แปลงล่าสุด พบศักยภาพเพียงแปลงเดียวในเชิงพาณิชย์ มีค่าสำรวจรวม 16,000 ล้านบาท ถามว่า ถ้าวันนี้รัฐสำรวจ เงินที่สูญไปนี้จะมาจากไหน และตามหลักแล้วเอกชนสำรวจ ก็ต้องการจะผลิตเองอยู่แล้ว การที่รัฐสำรวจและเปิดให้เอกชนมายื่นผลิตจะไม่จูงใจให้เอกชนเข้ามาแน่นอน
ส่วน ผลกระทบการยกเลิกการเปิดสัมปทาน รอบใหม่ นั้นเกิดขึ้นทันที เพราะบรรดานักลงทุนต่างเกิดอาการงง! ว่ารัฐบาลจะเอาอย่างไรกันแน่ เพราะการลงทุนปิโตรเลียม ไม่ใช่เล่นขายของ การลงทุนแต่ละครั้งต้องใช้เงินเป็นหลักพันล้านหมื่นล้านบาท ต้องมีการวางแผนระยะยาว ที่สำคัญหากไม่สามารถเปิดสัมปทานฯได้ในรัฐบาลพิเศษชุดนี้ เชื่อได้ว่าอนาคตคงมองไม่เห็น หากต้องฝากไว้กับนักการเมือง
หวั่นต่อต้านขยายวงกว้าง
เรื่อง นี้...“วงใน” ได้เปรียบเปรยให้เห็นว่าการที่นายกฯ บิ๊กตู่ สั่งชะลอเรื่องการเปิดสัมปทานฯออกไปนี้ เท่ากับเป็นการล้ม! เป็นการพับแผน! เปิดสัมปทานฯ
สาเหตุสำคัญเป็นเพราะฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาล ได้รายงานให้เห็นถึงกระแสการต่อต้านว่ากำลังขยายวงกว้างขึ้นต่อเนื่อง หากบิ๊กตู่ยังคงทู่ซี้ต่อไป อาจเป็นภัยกับเก้าอี้รัฐบาลเอง เพราะควบคุมได้ยาก เห็นได้จากตัวละครที่ออกมาแสดงพลังต่อต้านไม่ใช่ “หน้าเดิม” แต่เป็นหน้าใหม่ ทั้งอดีตนายกฯอย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หรือจะเป็นอดีต รมว.คลัง อย่าง “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” หรืออดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร “อาทิตย์ อุไรรัตน์” รวมไปถึงอดีต รมว.การต่างประเทศ อย่าง “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ” รวมทั้งยังมีการเปิดเวทีแสดงความเห็นคัดค้านเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
แหล่งที่มา : เดลินิวส์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น